เมื่อโลกต้อง Tokenization

Tokenization หรือการทำ Tokenized Assets เปลี่ยนสินทรัพย์จริงที่ส่งผ่านได้ยากให้เป็นสินทรัพย์อ้างอิงซึ่งในที่นี้คือ เหรียญอ้างอิง (Colleteral Coin) หรือ โทเค่นอ้างอิง (Colleteral Token) ซึ่งทั้งหมดคือการทำสินทรัพย์อ้างอิง (Colleteral Asset) และทำให้มันเป็นดิจิทัล อยู่บน Server หรือ Cloud สักที่ก็ได้ เหมือนแต้มในบัตรเครดิตที่คุณสามารถต่อเน็ตดูมันและใช้มันจากที่ไหนก็ได้ แต่ถ้าวันนึงมันเป็นบ้านหนึ่งหลัง หรือรถยนต์สักหนึ่งคัน ผมคิดว่า เราต้องการระบบที่ปลอดภัยมากกว่า Server หรือ Cloud ปกติ ซึ่ง Blockchain ตอบโจทย์ตรงนั้นได้ค่อนข้างดี

อะไรคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาเมื่อมีการเทรดหรือการซื้อขายบนสินทรัพย์อ้างอิง (Colleteral Asset)

  1. สภาพคล่องสูงขึ้น เพราะเราสามารถซื้อเพียงส่วนนึงได้
    เช่นหุ้นราคา 10บาท เราอาจทำ Token ตัวนึงที่มีค่าเท่ากับ 1 ใน 10 ของหุ้น หรือมูลค่า 1 บาท
  2. ซื้อขายแบบ 24/7 คือการซื้อขายแบบ 24 ชั่วโมง ตลอด 7 วันในสัปดาห์ หรือก็คือซื้อขายเมื่อไหร่ก็ได้ เปิดตลอด
  3. ใช้ประโยชน์อะไรจาก Colleteral Asset ยากขึ้น เช่นผมทำ Tokenized ที่ดินสัก 1ไร่ เป็นผืนดินที่ทำเลดีมาก แล้วผมทำเป็น 100 Tokens ที่ถือครองความเป็นเจ้าของ (Ownership) คนละ Token ละ 1% แปลว่า
    ถ้าผมจะมีอำนาจโดยชอบธรรมในการเอาที่ผืนนี้ไปใช้งาน ผมต้องถือครองอย่างน้อย 51% ซึ่งในทางกฎหมายต้องมี Reverse Process หรือก็คือ คนที่ถือครองสินทรัพย์เกิน 51% สามารถซื้อสินทรัพย์ที่เหลืออีก 49% ได้ บนราคาที่มากกว่าราคาที่แต่ละคนซื้อมา หรืออะไรทำนองนี้ เพื่อทำให้ที่ดินที่ Tokenized มาเก็งกำไร กลับไปเป็นสินทรัพย์ที่มีเพียงเจ้าของเดียวและนำไปใช้ประโยชน์ต่อไปได้
  4. ดอยง่ายขึ้น เพราะสินทรัพย์จะเป็นฟองสบู่ง่ายขึ้น จากการที่ใครมีเงินเท่าไหร่ก็ซื้อได้ สมมุติว่า ผมอยากเป็นเจ้าของคอนโดห้องนึง เพราะต้องการปล่อยเช่าทำเงิน แต่ผมมีเงินแค่ 50,000 บาท คอนโดหลังที่ผมสนใจ ราคาห้องละ 5,000,000 บาท
    ผมเลือกที่จะซื้อ Token ของห้องนี้ เพื่อถือครองสินทรัพย์รวม 1% ของห้องนี้ ผมจะมีสิทธิ์ 1% ของห้องนี้โดนทันที ดังนั้นหากห้องนี้ปล่อยเช่าได้ ผมจะได้ส่วนแบ่ง 1% หลังหักค่าดำเนินการเรียบร้อยแล้ว และหากผมอยากจะขาย ผมก็ขายให้กับใครก็ได้ในตลาดด้วยการตกลงแล้วโอนหาเงินเหมือนโอนเงินผ่านพร้อมเพย์ และด้วยยอดเงินเพียง 50,000 บาท มันไม่ยากที่จะหาคนมาซื้อ
  5. เราจะจัดการค่าใช้จ่ายในอนาคตได้ง่ายขึ้นนะ เช่นเราต้องกินกาแฟทุกวัน เราสามารถซื้อโทเคนกาแฟล่วงหน้าได้ โดยราคาในปี 2020อาจจะเหรียญละ 40บาท ซึ่งนำมาแลกกาแฟได้ 1แก้ว ปี 2022อาจจะเหรียญละ 50บาท ซึ่งก็นำมาแลกกาแฟได้1แก้วเท่าเดิม หากปี2022 เราไม่อยากทานกาแฟแล้ว เราขายต่อให้กับคนอื่นได้ แต่ถ้าเรายังทานกาแฟอยู่แปลว่าเราจ่ายเงินถูกกว่าราคาปัจจุบัน(2022) แต่สิ่งที่ต้องคำนวณเพิ่มคือเงินเฟ้อ ว่ามันคุ้มหรือเปล่า

ทุกอย่างในอนาคตจะง่ายเหมือนคุณใช้พร้อมเพย์แน่นอน แต่เรากำลังจะเจอกับสินทรัพย์เกือบทุกอย่างบนโลกที่กลายเป็นสินทรัพย์อ้างอิงแบบนั้น ที่สำคัญคือแอพเดียวเราอาจถือได้หลายสินทรัพย์จากหลายที่ทั่วโลกเลย โลกกำลังจะเข้าสู่ช่วงที่ไร้พรมแดน หลายอย่างกำลังจะเข้าถึงง่ายขึ้น แน่นอนการโอนย้ายถ่ายเทจากมือนึงสู่อีกมือนึงก็เช่นเดียวกัน

Leave a Reply

avatar
  Subscribe  
Notify of